เกี่ยวกับเรา

เกี่ยวกับเรา

       หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว ประเทศไทยยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาทางอุตสาหกรรมและเศษฐกิจของประเทศโดยอาศัยการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นสำคัญและเป็นยุคที่ชนชาติจีนจำนวนหนึ่ง เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยโดยอาศัยเพียงเสื่อผืน หมอนใบ เพื่อเข้ามาเสี่ยงโชคในกรุงเทพมหานคร ซึ่งหนึ่งในชาวจีนจำนวนนั้นก็คือ “ นายบุญเคี้ยง แซ่จึง “ เป็นชาวจีนที่เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานถาวรในประเทศไทยโดยเดินทางโดยเรือสำเภาเข้ามา และเริ่มต้นอาชีพอย่างการใช้แรงงาน และเป็นกรรมกรในย่านเยาวราชและหัวลำโพง มีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานหลากหลายอาชีพ แต่ส่วนใหญ่เป็นการใช้แรงงานเพื่อแลกเงินทั้งสิ้น เนื่องจากไม่มีความรู้ และข้อจำกัดทางด้านภาษานั่นเอง แต่หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตและอาชีพของชายชาวจีนผู้นี้ก็คือการได้มีโอกาสเปิดร้านซ่อมมอเตอร์ (Induction Motor) ซึ่งทำอยู่ในห้องแถวเล็กๆ และมีโอกาสได้คลุกคลีอยู่กับเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด แต่ด้วยความมี DNA ของนักสู้ นักคิดและเทคนิคความช่างสังเกตแบบครูพักลักจำ ได้สั่งสมความชำนาญดังกล่าว แล้วขยายผลไปสู่ การซ่อม ขาย และผลิตมอเตอร์ด้วยตนเองในที่สุด หลังจากนั้นจึงก่อตั้งบริษัท น่ำแซ มอเตอร์ จำกัด ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2493 โดยเป็นผู้ผลิตมอเตอร์เจ้าแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

โรงงานน่ำแซ มอเตอร์ พ.ศ.2495 นายบุญเคี้ยง แซ่จึง
โรงงานน่ำแซ มอเตอร์ พ.ศ.2495 นายบุญเคี้ยง แซ่จึง

ปูเส้นทางสู่สายธุรกิจอย่างมั่นคง จากกรรมกรก่อสร้างสู่ประธานบริษัทผลิตมอเตอร์อุตสาหกรรมรายแรกของเมืองไทยจนมีชื่อเสียงโด่งดังในวงการผู้ผลิตมอเตอร์อุตสาหกรรมในสมัยนั้น ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา กลุ่มน่ำแซสามารถขยายธุรกิจของตนเอง และสามารถเปิดโรงงานที่มีศักยภาพในการผลิตพัดลมไฟฟ้า (Industrial Fan) , เครื่องเป่าลมอุตสาหกรรม (Blower) และอื่นๆ ในเวลาต่อมาบริษัทได้ขยายตัวมากมาย จนสามารถก่อตั้งบริษัทเครือข่ายเพื่อสนับสนุนธุรกิจกันได้อีกหลายธุรกิจในนาม “ น่ำแซ กรุ๊ป “ ในอีก 30 ปีให้หลัง

สำหรับกลุ่ม YUSHI GROUP ถือเป็น Generation 3 ภายใต้การนำของ “ ยุทธ จึงสวนันทน์ “ บุตรชายคนโตของตระกูลจึงสวนันทน์ ที่มี ความฝันที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้มีความสามารถทัดเทียมชาติ อารยะ โดยต้องการพาเกษตรกรรมไทยไปสู่ตลาดโลก

       โดยปณิธานดังกล่าวเริ่มต้นด้วย ความสนใจศึกษาทางด้าน Information System Management โดยได้มีโอกาสได้รับการศึกษา และจบการศึกษาจาก Takushoku University , Tokyo ประเทศญี่ปุ่น และเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพโดยเข้าทำงานที่ บริษัท มิกิ มู่เลย์ (Miki Pulley,.Co.Jp) เป็นแห่งแรก ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำยักษ์ใหญ่ทางด้านการผลิตระบบส่งผ่านกำลัง เบรคอุตสาหกรรมและการผลิตคลัปปลิ้ง (Transmission) เพื่อสั่งสมประสบการณ์ทำงานในฐานะลูกจ้างเพื่อให้สามารถเรียนรู้มุมมอง สร้างความเข้าใจต่างๆ และสามารถเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรในการทำงานของประเทศชั้นนำทางด้านอุตสาหกรรมของโลกอย่างประเทศญี่ปุ่น อยู่เป็นเวลา 8 ปี หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับมายังประเทศไทย

ยุทธ จึงสวนันทร์ CEO of YUSHI GROUP
ยุทธ จึงสวนันทน์
CEO of YUSHI GROUP
Miki plant panoramic
โรงงาน MIKI PULLEY,.Co.JP in Japan

โดยกลับเข้ามาอยู่ในส่วนของโรงงานผลิตมอเตอร์และเครื่องเป่าลมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นรากฐานดั้งเดิมของตระกูล และได้ทำการศึกษางานจนเชี่ยวชาญด้านธุรกิจที่ได้เรียนรู้มา และสังเกตุเห็นว่าบริษัทไม่มีคนที่เป็นคนเก่าแก่ที่สามารถอยู่กับบริษัทได้เลย ต่างจากวัฒนธรรมในประเทศญี่ปุ่นที่พนักงานหรือเจ้าหน้าที่จะอยู่ในองค์กรตั้งแต่เริ่มต้นการทำงานจนเกษียณอายุแบบ “ Life Time Employee” และเมื่อมองเห็นปัญหาจุดนี้ซึ่งเป็นทางตันขององค์กรและบริษัทในประเทศไทย ที่ไม่สามารถทำให้บริษัทหรือองค์กรเติบโตได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน อันเนื่องมาจากการไม่สามารถทำให้คนที่มีความรู้ ความสามารถอยู่กับองค์กรได้อย่างยั่งยืน จึงตัดสินใจก้าวสำคัญอีกครั้งด้วยการไปเรียนต่อในต่างประเทศในระดับปริญญาโทด้าน MBA จาก University of Washington และ Seattle University, เพื่อศึกษาด้านการบริหารโดยเฉพาะ โดยสาขาที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือสาขา Entrepreneurship โดยเป็นการเรียนรู้วิธีการวางแผนธุรกิจในแขนงต่างๆ ให้มีความสำเร็จลุล่วง จากการศึกษา Case Studied มากมายในหลายธุรกิจ ทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว โดยเป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่สามารถเรียนและสำเร็จการศึกษาจากภาควิชาแขนงนี้ในเวลานั้น

University of Washington in Seattle

หลังจากจบการศึกษา จึงเดินหน้าสายธุรกิจของตนเองโดย การนำประสบการณ์ทั้งหมด ทั้งจากชีวิตการศึกษา การทำงานในประเทศญี่ปุ่นและการทำงานในประเทศไทยมาหลอมรวมจนตกผลึกทางความคิด หลังจากนั้นจึงนำหลักคิดดังกล่าวมาวางแผนดำเนินธุรกิจ โดยหนึ่งนโยบายสำคัญคือการเปิดโอกาสเจ้าหน้าที่ในทุกระดับสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรได้อย่างยั่งยืน แข็งแกร่ง นำมาสู่การเติบโตสู่การเป็นเจ้าของกิจการร่วม เพื่อแก้ปัญหาพนักงานลาออก และพนักงานระดับมันสมองอยู่กับองค์กรได้ไม่นานโดยเริ่มต้นเส้นทางและแนวคิดการสร้างนโยบาย และกลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจให้เติบโตและขยายตัวให้ต่อเนื่องโดยสร้างพื้นฐาน Supply Chain ทางด้านอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของต้นตระกูล มาดำเนินนโยบาย M&A เพื่อขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจแขนงอื่น โดยเฉพาะภาคการเกษตร ดังภาพโครงสร้างด้านล่างที่ คุณยุทธ จึงสวนันทน์ ได้ออกแบบไว้

การสร้าง Supply Chain ทางด้านด้านอุตสาหกรรม

       เริ่มต้นการสร้าง Supply Chain ทางด้านอุตสาหกรรมจากการก่อตั้งบริษัท น่ำแซ มิลเลนเนียม จำกัด ในปี 2540 โดยการขอเป็นตัวแทนนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพื่อนำมาจำหน่ายในประเทศไทยในหมวดของชิ้นส่วนอุตสาหกรรม (Machinery Components) ตามมาด้วยสินค้าอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ อีกมากมายในเวลาต่อมา จนธุรกิจค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องจากกลยุทธ์การทำธุรกิจ โดยใช้ต้นทุนที่จำกัดมากในช่วงเริ่มต้น จากนั้นเมื่อธุรกิจสามารถดำเนินไปด้วยดี จึงทำการขยายธุรกิจเพิ่มเติมโดยการเปิด บริษัท ไอดี มาร์ท จำกัด เป็นบริษัทที่สอง ด้วยแนวคิดที่ว่าต้องการให้ลูกค้าสะดวกสบายในการซื้อสินค้าและบริการทางด้านอุตสาหกรรมภายใต้ Concept “ One Stop Service “

       ในอีก 2 ปีต่อมา ซึ่งบริษัท ไอดี มาร์ท นี้เองเป็นบริษัทที่เป็นกลไกหลักในการค้นหาความต้องการทางด้านอุตสาหกรรมในโรงงานเพื่อการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดอุตสาหกรรม (Demand) จากกระบวนการและกลยุทธ์ดังกล่าวจึงสามารถเห็นปัญหาสำคัญต่างต่างอีกหลายประการของอุตสาหกรรมในประเทศไทย ซึ่งสะสมประสบการณ์ และเทคนิคทางด้านการผลิตสินค้าในหลายแขนงเพื่อสะสมเป็นข้อมูลเพื่อนำมาขยายธุรกิจในปัจจุบันซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่ต้องมีโรงงานผลิตเป็นหลัก จากนั้นก็ยังสะสมสินค้าเพื่อเป็นฐานให้กับ Supply Chain เพิ่มขึ้น จึงได้ก่อตั้งบริษัท น่ำแซ เวนติเลเตอร์ จำกัด ขึ้น เพื่อนำเข้าสินค้าพัดลมอุตสาหกรรมประหยัดพลังงานและดำเนินธุรกิจด้านการระบายอากาศโดยอาศัยนวัตกรรมการประหยัดพลังงานมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่ง 3 บริษัทดังกล่าวจึงเป็นแกนหลัก (Key of Success) ในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มน่ำแซ กรุ๊ป ภายใต้การนำของผู้นำในรุ่นที่ 3 แบบ “ ยุทธ จึงสวนันทน์ ” นับแต่นั้น และเป็นพื้นฐานให้กับบริษัทในกลุ่ม YUSHI ในเวลาต่อมา หลังจากนั้นธุรกิจในกลุ่มน่ำแซ กรุ๊ป เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเนื่องจากการปรับโครงสร้างของบริษัทเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจและขยายงานของกลุ่มบริษัท

yushi group company

โดยการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์และนโยบายใหม่หลายประการโดยหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ คือการเปลี่ยนชื่อคำนำหน้าบริษัทจาก น่ำแซ ซึ่งเป็นต้นกำเนิด เป็น “ YUSHI “ เพื่อให้สามารถแยกตัวออกจากกลุ่มธุรกิจเก่าของตระกูลได้อย่างชัดเจน และเดินหน้าสร้างความสำเร็จด้วยตนเอง โดยคำว่า “ YUSHI “ นั้นแปลว่า “ดีเลิศ” ในภาษาญี่ปุ่น อันสืบเนื่องมาจากการได้รับการบ่มเพาะวัฒนธรรมของชาวอาทิตย์อุทัยมาตั้งแต่ครั้งยังศึกษาอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ต่อจากนั้นจึงเริ่มการขยายธุรกิจอีกขนานใหญ่ และได้ทำการก่อตั้งบริษัทที่สามารถทำการรับเหมาติดตั้งงานระบบต่างๆ ให้กับบริษัทภายในกลุ่มของตนเองโดยเป็นการดำเนินนโยบายด้านการพึ่งพาตนเอง และการนำนวัตกรรมต่างๆ

โดยการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์และนโยบายใหม่หลายประการโดยหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ คือการเปลี่ยนชื่อคำนำหน้าบริษัทจาก น่ำแซ ซึ่งเป็นต้นกำเนิด เป็น “ YUSHI “ เพื่อให้สามารถแยกตัวออกจากกลุ่มธุรกิจเก่าของตระกูลได้อย่างชัดเจน และเดินหน้าสร้างความสำเร็จด้วยตนเอง โดยคำว่า “ YUSHI “ นั้นแปลว่า “ดีเลิศ” ในภาษาญี่ปุ่น อันสืบเนื่องมาจากการได้รับการบ่มเพาะวัฒนธรรมของชาวอาทิตย์อุทัยมาตั้งแต่ครั้งยังศึกษาอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ต่อจากนั้นจึงเริ่มการขยายธุรกิจอีกขนานใหญ่ และได้ทำการก่อตั้งบริษัทที่สามารถทำการรับเหมาติดตั้งงานระบบต่างๆ ให้กับบริษัทภายในกลุ่มของตนเองโดยเป็นการดำเนินนโยบายด้านการพึ่งพาตนเอง และการนำนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาดำเนินธุรกิจภายในประเทศเป็นสำคัญ เพื่อให้สามารถสอดรับการเปลี่ยนแปลงและการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรมของบริษัทและส่งเสริมการผลิตสินค้าโดยระบบออโตเมติก (Automation) มากยิ่งขึ้นโดยอาศัยหลักการ “ Engineering Supply Chain “ เข้ามาสนับสนุนธุรกิจให้สอดคล้องซึ่งกันและกันเพื่อลดต้นทุนการผลิต บวกการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผลิตภัณฑ์ (Finished good) เพื่อเป็นพื้นฐานให้กับเป้าหมายใหญ่สุด นั่นก็คือการผลิตสินค้าภาคการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยี เพื่อรักษาคุณภาพและมีต้นทุนภาคการผลิตต่ำในอนาคตได้ต่อเนื่องด้วยการขยายธุรกิจออกมาอย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลา 17 ปี จนสามารถแตกแขนงธุรกิจได้อย่างมากมาย โดยในทุกธุรกิจภายใต้กลุ่มของ YUSHI จะเน้นเรื่องนวัตกรรมเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการเดินหน้าสู่ความสำเร็จ

เข้ามาดำเนินธุรกิจภายในประเทศเป็นสำคัญ เพื่อให้สามารถสอดรับการเปลี่ยนแปลงและการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรมของบริษัทและส่งเสริมการผลิตสินค้าโดยระบบออโตเมติก (Automation) มากยิ่งขึ้นโดยอาศัยหลักการ “ Engineering Supply Chain “ เข้ามาสนับสนุนธุรกิจให้สอดคล้องซึ่งกันและกันเพื่อลดต้นทุนการผลิต บวกการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผลิตภัณฑ์ (Finished good) เพื่อเป็นพื้นฐานให้กับเป้าหมายใหญ่สุด นั่นก็คือการผลิตสินค้าภาคการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยี เพื่อรักษาคุณภาพและมีต้นทุนภาคการผลิตต่ำในอนาคตได้ต่อเนื่องด้วยการขยายธุรกิจออกมาอย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลา 17 ปี จนสามารถแตกแขนงธุรกิจได้อย่างมากมาย โดยในทุกธุรกิจภายใต้กลุ่มของ YUSHI จะเน้นเรื่องนวัตกรรมเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการเดินหน้าสู่ความสำเร็จ

ฟาร์ม สตรอเบอร์รี่ ยุชิ กรุ๊ป
สวน สตรอเบอร์รี่ ยุชิ กรุ๊ป

       จนมาถึงปัจจุบัน (2018) นโยบายการดำเนินธุรกิจและพื้นฐานทางธุรกิจที่วางไว้อย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องและยาวนาน YUSHI GROUP ได้ดำเนินนโยบายมาถึงการควบรวมกิจการและการซื้อกิจการ หรือศัพท์ทางธุรกิจคือ “ M&A “ (Mergers and Acquisitions)โดยการควบรวมกิจการและเฟ้นหาพันธมิตรศักยภาพเพื่อร่วมมือในการดำเนินธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่งระหว่างกัน และมีเป้าหมายให้บริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดด จากกระบวนการดังกล่าว ทำให้กลุ่ม YUSHI สามารถเปิดตัวธุรกิจทางด้านการผลิตสินค้าได้อย่างมากมาย อาทิ กลุ่มสินค้าเพื่อการอหังสาริมทรัพย์ , พัฒนาสินค้าด้านการเกษตรในโรงเรือน , การผลิตสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ , การสร้างเครื่องเล่นและสวนสนุก และการสร้างบริษัทขนส่งของตนเอง เป็นต้น อย่างไรก็ตามเป้าหมายหลักของกลุ่ม “ YUSHI “ ยังจะคงเดินหน้าขยายธุรกิจนำไปสู่ภาคเกษตรกรรมในอนาคตอย่างต่อเนื่องด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีต่างๆ ตามปณิธานและความมุ่งมั่นดั้งเดิมที่ทำการก่อตั้งกลุ่มบริษัทขึ้น เพื่อที่จะนำความรู้และเทคโนโลยีไปสู่ภาคการเกษตรซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศอย่างแท้จริง

เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ ความสามารถในการรับรู้เทคโนโลยีการผลิตในภาคการเกษตรรูปแบบใหม่ มีรายได้ที่ยั่งยืน อนึ่งกลุ่มบริษัทมีนโยบายที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งนั่นคือการเติบโตไปพร้อมกัน หรือ “ Growth Together “ และซึ่งนโยบายดังกล่าวจะนำมาซึ่งรายได้ ความมั่นคงและยั่งยืนทางระบบเศษรฐกิจในระดับฐานรากอย่างถาวร เพื่อตอบแทนแผ่นดินเกิดคือประเทศไทยอีกทั้งเป็นการสนับสนุนนโนบายของรัฐบาลคือไทยแลนด์ 4.0 (Thailand 4.0) และสนองพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ ๙ อันเป็นที่รักยิ่ง ในเรื่องของการพึ่งพาตนเองและเศรษฐกิจพอเพียง Yushi Group มีมุ่งมั่นและจะดำเนินสิ่งเหล่านี้ต่อไปเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศประเทศอย่างยั่งยืน

VISION วิสัยทัศน์

“New Innovation For Life”

นวัตกรรมใหม่ เพื่อชีวิต

MISSION พันธกิจ

     เรามุ่งเน้น การใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ จากกลุ่มบริษัทในเครือฯมาต่อยอด เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ และด้านงานบริการ พร้อมทั้งคิดค้นเทคโนโลยี ควบคู่กับการสร้างสรรค์นวัตกรรมมารองรับการเติบโตของธุรกิจใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

M&A by Yushi Group

M&A by Yushi Group

       กว่า 1 ทศวรรษที่กลุ่มบริษัท ยูชิ กรุ๊ป จำกัด ได้ทำการวางแผนธุรกิจและสั่งสมความรู้ความสามารถในการทำธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม โดยการสร้าง Engineering Supply Chain ขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจ โดยการนำของท่านประธานบริษัทฯ “ยุทธ จึงสวนันทน์” ที่ให้ความสำคัญกับการต่อยอดธุรกิจด้วยวิธีการ M&A (Mergers and Acquisitions) ก่อให้เกิดธุรกิจใหม่ที่มีความแข็งแกร่งทางโครงสร้างพื้นฐานมากมายในกลุ่มบริษัท ยูชิ กรุ๊ป ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ จนสามารถข้ามขีดจำกัดของธุรกิจดั้งเดิมและแตกแขนงธุรกิจออกเป็นบริษัทต่างๆ มากมายทั้งในกลุ่ม อุตสาหกรรม , เกษตรกรรม , อหังสาริมทรัพย์ , ท่องเที่ยว และอื่น ๆ ดังที่ผ่านมา

What are M&A ?
       M&A หรือ Mergers and Acquisitions ก็คือ การควบรวมและการซื้อกิจการ โดยแบ่งได้ 2 ลักษณะ ได้แก่ Merger หรือ การควบกิจการ (Amalgamation/Consolidate) และ Acquisition หรือ การซื้อกิจการ

โดย Merger หมายถึง การที่บริษัทตั้งแต่ 2 บริษัทขึ้นไปรวมกิจการเข้าด้วยกัน โดยผลของการรวมอาจเกิดเป็นบริษัทใหม่ หรือคงเหลือเป็นบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงบริษัทเดียว ส่วนของAcquisition หรือ การซื้อกิจการ หมายถึง การที่บริษัทหนึ่งเข้าไปซื้อกิจการของอีกบริษัท

ซึ่งจำแนกได้อีก 2 รูปแบบย่อย ดังนี้
รูปแบบที่ 1 ได้แก่ การที่บริษัทหนึ่งเข้าไปซื้อทรัพย์สินของอีกบริษัทหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยบริษัทที่ขายทรัพย์สินยังคงดำเนินการต่อไปได้ การซื้อกิจการลักษณะนี้เรียกว่า Asset Acquisition
รูปแบบที่ 2 ได้แก่ การที่บริษัทหนึ่งเข้าไปซื้อทั้งทรัพย์สินและหนี้สินของอีกบริษัทด้วยการซื้อหุ้นจนเป็นผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมสูญเสียอำนาจในการบริหาร การซื้อกิจการลักษณะนี้เรียกว่า การเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ (Share Acquisition หรือ Takeover) โดยการ Takeover อาจแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ
กรณีที่ 1 ผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ถูกซื้อกิจการไม่เต็มใจ แต่ถูกอีกบริษัทหนึ่งซื้อหุ้นจนกระทั่งผู้ถือหุ้นเดิมสูญเสียอำนาจในการออกเสียงและควบคุมกิจการ เรียกว่า Hostile Takeover หรือ การซื้อกิจการแบบไม่เป็นมิตร
กรณีที่ 2 ผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ถูก Takeover สมัครใจขายหุ้นให้กับพันธมิตรใหม่ เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินการต่อไปได้ เรียกว่า Friendly Takeover หรือ การซื้อกิจการแบบเป็นมิตร

What are value of M&A

What are value of M&A เป้าหมาย
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ (Value Added) ในการดำเนินงานของกิจการ เป็นการช่วยเพิ่มรายได้และผลกำไรจากการดำเนินงาน ในกรณีที่เป็นการควบรวมกิจการซึ่งอยู่อุตสาหกรรมเดียวกัน นอกจากการขจัดคู่แข่งทางธุรกิจแล้ว ยังสามารถนำจุดแข็งของคู่แข่งมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และยังเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานบางอย่างที่มีความซ้ำซ้อนกันลง
  • การเพิ่มยอดขาย และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด จากฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่ของบริษัทที่ควบรวมและได้ประโยชน์จากช่องทางการจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น
  • การช่วยเพิ่มช่องทางในการเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นการช่วยประหยัดทั้งเวลาและต้นทุนในการที่จะต้องทำการศึกษาและลงทุนเองใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น โดยสามารถที่จะใช้ทั้งปัจจัยการผลิตและช่องทางการขายเดิมซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว นอกจากนั้น ในบางครั้งการควบรวมกิจการยังเป็นวิธีการที่กิจการใช้ในการขยายช่องทางการลงทุนไปยังต่างประเทศ และลดความเสี่ยงจากการลงทุน
  • การทำให้ได้รับเงินทุนและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในหลายๆกรณี การแข่งขันในอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นทำให้กิจการมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินทุนมากขึ้นในการพัฒนาการผลิตและลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงมีความต้องการที่จะหาพันธมิตรใหม่มาร่วมในการลงทุน โดย M&A เป็นวิธีการเพิ่มทุนในการดำเนินธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่ง นอกเหนือจากการออกหุ้นเพิ่มทุน หรือ การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะนำไปสู่การช่วยเพิ่มราคาหุ้นของกิจการและอัตราผลตอบแทนของผู้หุ้น

What are weakness M&A business ?

การทำ M&A มีจุดอ่อนและความเสี่ยงอยู่หลายประการ ดังต่อไปนี้

  • การกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการควบรวม พร้อมทั้งเลือกรูปแบบในการควบรวมที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย M&A สามารถทำได้ทั้งในรูปแบบของการซื้อหุ้น หรือ ซื้อทรัพย์สิน เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งของกิจการ หรือทั้งสองอย่าง
  • ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมในองค์กร การควบรวมกิจการโดยผู้ถือหุ้นใหม่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหาร ซึ่งอาจจะมีรูปแบบการบริหารและนโยบายที่แตกต่างกับผู้บริหารชุดเดิม ทำให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินงานในภายหลังได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีของ Cross-border M&A
  • การตรวจสอบสถานะทางการเงิน(Due Diligence)ของบริษัทที่จะควบรวม ซึ่งควรที่จะกระทำอย่างรอบคอบ เช่นว่าบริษัทดังกล่าวมีหนี้สินและภาระผูกพันใดๆบ้าง
  • ด้านภาษี สืบเนื่องจากการทำ M&A มีด้านภาษีที่เกี่ยวข้องหลายประการด้วยกัน ซึ่งจะต้องทำการศึกษาให้รอบคอบโดยในแต่ละรูปแบบก็จะมีความแตกต่างออกไป รวมถึงการที่กรมสรรพากรได้มีการยกเว้นภาษีให้ในบางกรณี เช่น ผลกำไรจากการควบรวมและโอนกิจการทั้งหมดจะไม่ให้ถือเป็นรายได้ในการคำนวณภาษีของบริษัทเดิมที่ได้ควบเข้ากัน (มาตรา 74 (1) (ข)) ตลอดจน ไม่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากไม่นับรวมเป็นการขาย และยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ ภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด
  • จังหวะเวลาและช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งควรที่จะกระทำอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข่าวลือที่จะกระทบราคาหุ้น นอกจากนั้น จังหวะในการเข้าซื้อเป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เช่น การเข้าซื้อในช่วงที่ราคาหุ้นของบริษัทเป้าหมายปรับตัวลดลง หรือมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดี
  • การควบรวมกิจการที่เกิดจากการที่ผู้ถือหุ้นเดิมไม่เต็มใจที่จะควบรวม (Hostile Takeover) อาจนำไปสู่ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อได้ เช่น การฟ้องร้อง ซึ่งส่งผลในแง่ลบต่อภาพรวมของกิจการ หรือการพยายามแข่งขันซื้อหุ้นคืนของผู้ถือหุ้นเดิมได้ หรือในกรณีที่ผู้ถือหุ้นใหม่เป็นชาวต่างชาติ จะทำให้สัดส่วนของผู้ถือหุ้นต่างชาติเพิ่มขึ้น ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่เกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตก็ตาม แต่อาจก่อให้เกิดกระแสคัดค้านในบางธุรกิจที่คิดว่าจะส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

       สำหรับแนวโน้มการทำ M&A น่าจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความจำเป็นที่กิจการต่างๆยังคงจะต้องมีการควบรวมกันเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งรองรับการแข่งขันที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตจากการเปิดเสรีทางการค้าและการเงิน ตลอดจน การเปิดเสรีและออกใบอนุญาตในธุรกิจสื่อสารดังที่ได้กล่าวถึงในข้างต้น โดยคาดว่ากลุ่มธุรกิจสำคัญที่จะมีการทำ M&A เพิ่มขึ้นในปีนี้ น่าจะยังอยู่ในกลุ่มของสถาบันการเงิน ธุรกิจประกัน และโทรคมนาคม